5 สิ่งที่ควรทำ ถ้าอยากมีการเงินที่มั่นคง

5 สิ่งที่ควรทำ ถ้าอยากมีการเงินที่มั่นคง

5 สิ่งที่ควรทำ ถ้าอยากมีการเงินที่มั่นคง การเงินส่วนบุคคล การเงินก็รวมถึงการทำบัญชีรายรับรายจ่าย ภาษี การเก็บออม โดยเฉพาะการออมเพื่อการเกษียณ การลงทุนส่วนบุลคล หรือแม้กระทั่งการบริหารหนี้ส่วนบุคคล บางส่วนอาจจะฟังดูเข้าใจยากแต่ความรู้เรื่องการเงินก็เป็นความรับผิดชอบอย่างหนึ่งที่คนวัยทำงานต้องเรียนรู้และเข้าใจให้ดี

เงิน…ทำให้ทุกอย่างมีมูลค่าที่ชัดเจนมากขึ้น ทำให้เรารู้ว่าน้ำเปล่ามีมูลค่า 10 บาท หนังสือหนึ่งเล่มมีมูลค่า 200 บาท และบริษัทในตลาดหุ้นที่มีมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท นักเศรษฐศาสตร์หลายคนเรียกเงินว่า ‘ตัววัดค่าความน่าเชื่อถือของสินค้า’ แปลว่าถ้าคนทั่วไปพร้อมที่จะจ่ายให้กับสินค้าหนึ่งชิ้นเป็นเงินจำนวนมาก…ก็เท่ากับว่าสินค้านั้นเป็นสินค้าที่มี ‘ความน่าเชื่อถือ’ 

5 สิ่งที่ควรทำ ถ้าอยากมีการเงินที่มั่นคง

การเงินที่มั่นคง

สำรวจตัวเองก่อนวางแผนทางการเงิน

ก่อนที่เราจะวางแผนทางการเงินเพื่อฐานะที่มั่นคง เราจะต้องสำรวจตนเองก่อนว่าเรามีสินทรัพย์เท่าไร มีหนี้สินเท่าไร มีกระแสเงินสดต่อเดือนเท่าไร สินทรัพย์ที่เรามีนั้นเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าเพิ่มตามกาลเวลา หรือเป็นสินทรัพย์ที่ด้อยมูลค่าตามกาลเวลา หนี้สินที่เรามีมากกว่าสินทรัพย์หรือไม่ มากเกินกว่ากำลังจ่ายของเราหรือเปล่า เมื่อเราสำรวจตัวเองเรียบร้อยแล้ว ผลลัพธ์ที่ควรจะได้ก็คือ “เงินเหลือเก็บ” ในแต่ละเดือน

คำนวณกระแสเงินสดของเรา

เมื่อเราสำรวจตัวเองเพื่อวางแผนทางการเงินเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คำแนะนำต่อมาก็คือ ลองคำนวณกระแสเงินสดในแต่ละเดือนของเรา กระแสเงินสดที่นำมาคำนวณต้องเป็นตัวเลขที่เกิดจากการนำรายได้หักออกด้วยรายจ่ายทั้งหมด เป็นกระแสเงินสดเหลือเก็บ ยกตัวอย่างเช่น เรามีเงินเหลือเก็บเดือนละ 5000 บาท เท่ากับว่าปีหนึ่งๆ เราสามารถเก็บเงินได้อย่างน้อย 6 หมื่นบาทต่อปี

การเงินที่มั่นคง 5 สิ่งที่ควรทำ

จดบันทึกค่าใช้จ่ายที่จำเป็น

เมื่อเรารู้ตนเองแล้วว่าเรามีสินทรัพย์เท่าไร มีหนี้สินเท่าไร มีเงินเหลือเก็บอยู่เท่าไร จากนั้นเราต้องจดบันทึกค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในปัจจุบัน และอนาคตของเราออกมา เช่น ค่าโปะบ้าน ค่าประกันชีวิต ค่าเทอมลูกในอนาคต ค่าเดินทางท่องเที่ยว เป็นต้น การจดบันทึกค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นทั้งในปัจจุบัน และอนาคต จะทำให้เราต้องวางแผนล่วงหน้าเก็บเงินสะสม เวลาที่ค่าใช้จ่ายเหล่านั้นเกิดขึ้นจริง จะได้ไม่เกิดอาการ “ช็อตเงิน” หรือหมุนเงินไม่ทันนั่นเอง

การจำลองแผนการลงทุน

เมื่อเราวิเคราะห์ตนเอง คำนวณกระแสเงินสดที่ควรจะเป็น และวางแผนครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่จำเป็นออกมาแล้ว เราจะมองเห็น “เงินเหลือเก็บ” ได้อย่างชัดเจน หน้าที่ของเราต่อจากนี้ก็คือ การวางแผนลงทุน ทำเงินเหลือเก็บให้งอกเงยครับ โดยแผนการลงทุนมีดังต่อไปนี้ 

  • นำเงินไปฝากประจำ ผลตอบแทนที่คาดหวัง 2-3%
  • นำเงินไปซื้อพันธบัตรรัฐบาล ผลตอบแทนที่คาดหวัง 3-5%
  • นำเงินไปซื้อกองทุนรวม ผลตอบแทนที่คาดหวัง 5-10%
  • นำเงินไปลงทุนในหุ้น ผลตอบแทนที่คาดหวัง 10-15%

จัดพอร์ตการลงทุนเพื่ออนาคต

จากการจำลอง ผลตอบแทนจากการลงทุน เราจะพบว่า เราสามารถลงทุน และรับผลตอบแทนได้ตั้งแต่ 2-15% ต่อปี ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงที่เรายอมรับได้ หน้าที่ของเราก็คือ การแบ่งเงินเหลือเก็บมาลงทุน โดยการจัดพอร์ตการลงทุนเพื่ออนาคตนั้น จะขึ้นอยู่กับความเสี่ยงที่เรายอมรับได้ครับ หากเราอายุยังน้อย และรับความเสี่ยงได้สูง ก็ควรนำเงินไปลงทุนในหุ้นในสัดส่วนที่มากหน่อย แต่ถ้าเรายอมรับความเสี่ยงได้ต่ำ ก็ควรนำเงินไปฝากประจำ หรือซื้อพันธบัตรที่ให้ผลตอบแทนที่แน่นอน ความเสี่ยงที่ต่ำกว่าครับ วิธีการที่แน่นอนก็คือ เราต้องมี “วินัย” ในการออม การลงทุนระยะยาว หากเราสามารถลงทุน และทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้ในช่วง 5-10% ต่อปี เราจะสามารถสร้างพอร์ตการลงทุนให้เติบโตได้ 1 เท่าตัว ภายในระยะเวลา 5-7 ปี

เที่ยวตุรกี มีสถานที่ไหนที่ห้ามพลาดบ้าง ตุรกีเป็นประเทศที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจากบรรดานักท่องเที่ยว ดังนั้นวันนี้เราจะพาทุกคนมาดูกันว่า ก่อนจะเที่ยวตุรกี ต้องเตรียมอะไรบ้าง โดยก่อนอื่นเราต้องมาทำความรู้จักกับประเทศตุรกีแห่งนี้กันซะก่อน

pavayakoti